วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Agile Model

กระบวนการ
Agile เป็นแนวคิดใหม่สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานด้าน Software Engineering ที่พยายามที่จะแทรกตัวเข้าไปใน methodology แบบเดิม เพื่อให้งานสั้นลง และประหยัดเวลาและงบประมาณ

Agile Software Development มีหลาย Method ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการพัฒนาในช่วงเวลาสั้นๆซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 1 - 4 สัปดาห์ โดยโปรเจ็คทั้งหมดจะประกอบด้วย การระบุความต้องการ การวิเคราะห์ การดีไซด์ การออกแบบ การทอดสอบ และการทำเอกสาร

Agile Method จะเน้นในเรื่องของการสื่อสารแบบตัวต่อตัว มากกว่าการใช้เอกสาร ทีมงานอย่างน้อยต้องประกอบด้วยโปรแกรมเมอร์และลูกค้าที่จะกำหนดขอบเขตของ ผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจเป็น ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ นักวิเคราะห์ธุรกิจ หรืออาจเป็นลูกข่าย ส่วนพวกที่อยู่ในสำนักงานจะประกอบด้วย นักทดสอบระบบ นักออกแบบ นักเขียนเทคนิคและผู้จัดการ

Agile Method จะเน้นให้การพัฒนาซอฟแวร์คืบหน้าเป็นไปตามมาตรการที่ใด้วางไว้ ร่วมกับการสื่อสารกับลูกค้าแบบตัวต่อตัว ซึ่งจะมีเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่มากนัก

กิจกรรมใน Phase
โมเดลของ Agile (AM : Agile Modeling)
• เลือกบางหลักการมาทำ
• เป็นวิธีหนึ่งที่จะเอาหลักการของ Agile มาจัดการกับเอกสารและระบบเดิมที่มีอยู่ได้
• ใน Agile ประกอบด้วย
1. value ผลลัพธ์
2. principle หลักการ
3. practices วิธีปฏิบัติ
• ทั้งสามอย่างนี้เป็นส่วนหนึ่งในโมเดล Agile ที่สามารถนำมาพัฒนา SW
ให้มีประสิทธิภาพและเกิด overhead น้อย


• ให้มอง Agile เป็นส่วนขยายของกระบวนการพัฒนา SW แบบเดิมได้
o ให้ Agile เข้าไปกำกับ ดูว่าของเดิมที่มีอยู่อันไหนสำคัญก็ทำ ไม่สำคัญก็ละ
นำ Agile มาจัดลำดับความสำคัญ ดูว่ากิจกรรมไหน ควรทำ ไม่ควรทำ

AM Core Practice (แนวทางปฏิบัติ /ลงมือทำ)
1.จัดประชุม รวบรวม Active stakeholder เท่านั้น บางมีอาจมี None stakeholder เข้ามาฟังได้ แต่ห้ามออกความคิดเห็น ห้ามถาม ห้ามติดต่อ ห้ามแสดงไอเดีย
2. นำ Artifact มาใช้ให้ถูกต้อง Artifact คือชิ้นส่วนของงานที่เราทำระหว่างการพัฒนาระบบเช่น อีเมลล์, source code,จดหมาย,ใบเชิญประชุม ถ้า Artifact ใดถูกเลือกมาใช้ในการทำงาน เรียกว่า "work products" และถ้า work products นี้ ถูกส่งมอบให้ลูกค้าเรียกว่า "Deliverable"
3. พยายามเป็นเจ้าของงาน สามารถทำงานแทนกันและกันได้
4. พยายามใช้โมเดลแบบคู่ขนาน จะได้มองต่างมุม เพื่อเก็บรายละเอียดของระบบให้ครบ
5. ทำให้เนื้อหาง่าย
6. พยายามวาดรูปไม่ให้ซับซ้อน
7. พยายามให้โมเดลเข้าถึงได้ทุกคน
8. สามารถเปลี่ยน Artifact ส่วนหนึ่ง ไปอีกส่วนหนึ่งได้
9. ใช้โมเดลแบบเล็กก่อนค่อยขยาย
10. พยายามให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำโมเดล
11. พิสูจน์ด้วยการลองเขียน code ดู (จาก code เริ่มต้นตั้งแต่แรก)
12. ใช้เครื่องมือง่ายๆในการทำงาน เช่น กระดาษ กระดานดำ

ข้อดี

1. เน้นความพอใจให้ลูกค้า ลูกค้าชอบ มีการส่งมอบ software อย่างต่อเนื่อง
2. ยอมรับ ความต้องการ ที่มีการเปลี่ยนแปลง บ่อยๆ
3. มีการติตตามความคืบหน้าของงานตามหลักการของกระบวนการ
4. ลูกค้าและผู้พัฒนาต้องทำงานร่วมกัน ต้องเจอกันทุกวันจนโปรเจคเสร็จ
5. ต้องมีการพูดคุยกันในลักษณะแบบตัวต่อตัว (face-to-face) ซึ่งเป็นแบบการสื่อสารที่ดีที่สุด
6. โครงการ หรืองานจะถูกสร้างภายใต้สิ่งกระตุ้นส่วนบุคคล เป็นผู้ซึ่งควรให้ความไว้ใจ
7. มีการติตตามดูแลทางด้านเทคนิคในการออกแบบให้ดีที่สดุหรือดีพอใช้
8.ไม่ซับซ้อน เรียบง่าย
9. ทำงานเป็นทีม
10. มีการปรับให้เข้ากับสถานะการณ์สม่ำเสมอ
11. ทีมที่พัฒนามีความอิสระ

ข้อจำกัด

1. ทีมพัฒนาอาจใช้วิธีนี้ไม่ได้ ถ้าลูกค้าไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวทีมพัฒนา
2. สมาชิกในทีมพัฒนาจะต้องมีทักษะด้านการปฏิสัมพันธ์ที่ดีเพราะต้องติดต่อพบปะกับลูกค้าเสมอ
3. เนื่องจากเป็นวิธีแบบทำซ้ำที่ต้องมีการพูดคุยเรื่องความต้องการหลาย ๆ รอบทำให้มีโอกาสสูงที่ขอบเขตของโครงงานจะกว้างเกินไปไม่มีที่สิ้นสุด
4. ส่งผลเสียต่อทีมพัฒนาในเรื่องของตารางเวลานัดหมาย และส่งผลเสียต่อผู้ใช้ในเรื่องของค่าใช้จ่าย
5. ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการเห็นตัวงานเป็นชิ้นเป็นอันในเวลาที่ค่อนข้างสม่ำ เสมอและอยู่ในขอบเขตงบประมาณที่กำหนดไว้ตายตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดของวิธีพัฒนาแบบ Agile
6. ต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าวิธีแบบอื่น ๆ รวมถึงต้องตัดสินใจว่าควรใช้วิธีใดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กรดังกล่าว
7. เนื่องด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียเวลาของวิธีแบบ Agile ทำให้ผู้บริหารหัวเก่าบางท่านไม่นิยมและพร้อมที่จะเลือกใช้วิธีทันที ถ้าวิธีดังกล่าวสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกันและมีขั้นตอนที่ง่ายกว่า

ขอบคุนที่มา *** จำไม่ได้ ต้องขอภัยด้วยคะ ''

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มาตราฐาน ISO/IEC 15504

1. ประวัติของมาตราฐาน

ISO/IEC 15504 คือ มาตรฐานสากลซึ่งใช้สำหรับประเมินค่าการดำเนินการพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกในปี คศ. 1998 ซึ่งต่อมาถูกเผยแพร่อีกครั้งโดยเป็นมาตรฐาน ISO/IEC 15504 ในปี คศ. 2003/2005
ถูก
ก่อตั้งขึ้นในปี1993 เป็นการร่างมาตรฐานสากลและใช้ตัวย่อ SPICE SPICE โดยย่อมาจาก "Software Process Improvement and Capability Evaluation" แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "Software Process Improvement and Capability Determination"
แม้ว่าชื่อทางการของมาตราฐาน ISO นี้ในปัจจุบันคือ ISO 15504 แต่ในอดีต SPICE จะถูกอ้างถึงจากการประชุมประจำปีตามกลุ่มผู้ใช้มาตรฐา และชื่อของการประชุมประจำปี โดย SPICE ครั้งแรกจัดทำใน
Limerick ,Ireland ในปี2000 ปี2003จัดทำในNetherlands ปี2004จัดทำใน Portugal ปี2005จัดทำในAustria ปี2006จัดทำในLuxembourg ปี2007จัดทำในSouth Korea ปี2008จัดทำในNuremberg, Germany and ปี2009 จัดทำในHelsinki, Finland

2.วัตถุประสงค์ของมาตราฐาน

แรกเริ่มถูกตั้งขึ้นเพื่อเน้นเฉพาะกับกระบวนการการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ปัจจุบันได้ขยายให้ครอบคลุมถึง กระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในธุรกิจซอฟต์แวร์ เช่น การบริหารโครงการการ การจัดการ การติดตั้ง และการ ประกันคุณภาพ โดยมีกระบวนครอบคลุมถึง 6 ด้านธุรกิจ คือ

  • organizational
  • management
  • engineering
  • acquisition supply
  • support
  • operations

    ISO15504ใช้ประเมินค่าการดำเนินงานเพื่อระบุถึงจุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กรและใช้ข้อมูลที่ได้มาทำการวางแผนพัฒนาปรับปรุง การปรับปรุงการดำเนินการนี้อยู่บนพื้นฐานของผลการประเมินค่าการดำเนินการ ประสิทธิภาพในการดำเนินการ ความสามารถและเป้าหมายขององค์กร

    3.หลักพื้นฐานของมาตราฐาน

    3.1. การตรวจสอบการประเมินผลยึดหลักที่ว่ากระบวนการของ framework model ต้องมีอะไรมากกว่าจะทำยังไงให้สำเร็จ
    3.2. ทำการแบ่งประเภทของ
    software suppliers and customers เพื่อง่ายต่อการบริหารจัดการในการพัฒนาซอฟต์แวร์
    3.3. เพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปตามมาตราฐานสากลโดยขจัดการประเมินผลที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

    4.โครงสร้างของมาตราฐาน

    Capability Level

    ISO/IEC 15504 Capability Level Description

    Level 0 Incomplete

    หาความผิดพลาดของกระบวนการ เพื่อลดและป้องกันความล้มเหลวของผลลัพธ์ของกระบวนการ

    Level 1 Performed

    กำหนดขอบเขตและวัตถุประสงค์ของกระบวนการ เพื่อให้ผลลัพธ์ของกระบวนการอยู่ภายใต้ขอบเขตและวัตถุประสงค์ที่วางไว้

    Level 2 Managed

    เป็นการควบคุมและติดตามการทำงานของกระบวนการ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนและมาตราฐานที่วางแผนไว้ และได้ผลลัพธ์ที่ตามที่ต้องการ

    Level 3 Established

    ควบคุมและการจัดการขั้นตอนการดำเนินงานของการบวนการโดยยึดหลักของการบวนการทางด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ดี โดยมีมาตราฐานเป็นที่ยอมรับและบรรลุเป้าหมายของกระบวนการ

    Level 4 Predictable

    กำหนดการดำเนินการของกระบวนการให้ดำเนินไปและสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

    Level 5 Optimizing


    เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนา
    คตและมีกระบวนการ
    achieves repeatabilityในการร่วมกันกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ


    รูปภาพที่ 1 : โครงสร้างสถาปัยกรรมของมาตราฐาน ISO/IEC 15504


    4.1.ระดับการพิจารณาความสำเร็จของมาตราฐาน

    Grade

    Rating

    Achievements

    F(Fully achieved)

    ประสบความสำเร็จมาก

    86-100%

    ระบบสมบูรณ์หรือประสิทธิภาพ เกือบ เสร็จสมบูรณ์

    L (Largely achieved)

    ประสบความสำเร็จพอสมควร

    51-85%

    ระบบมีความสำเร็จแต่บางส่วนมีประสิทธิภาพต่ำ

    P (Partially achieved)

    ประสบความสำเร็จบางส่วน

    16-50%

    สำเร็จบางส่วน ไม่มีการควบคุมกระบวนการ

    N (Not achieved)

    ไม่สำเร็จ

    0-15%

    สำเร็จน้อยหรือไม่สำเร็จ


5.เนื้อหาของมาตราฐาน

ISO/IEC 15504 ประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ ภายใต้ชื่อ Information Technology - Software Process Assessment: ซึ่งมีส่วนประกอบดังนี้
Part 1 : แนวคิดและคำแนะนำขั้นพื้นฐาน
Part 2 : แบบจำลองอ้างอิงเพื่อการประมวลผลและความสามารถในการประมวลผล
Part 3 : นำการประเมินค่าที่ได้มาทำการปฏิบัติ
Part 4 : แนวทางในการปฏิบัติการจากการประเมินค่า
Part 5 : แบบจำลองการประเมินค่า
Part 6 : คำแนะนำสำหรับความสามารถของผู้ทำการประเมิน
Part 7 : คำแนะนำสำหรับใช้ในการพัฒนาโปรเซส
Part 8 : คำแนะนำสำหรับใช้ในการกำหนดความสามารถในการประมวลผลของผู้จัดหา
Part 9 : คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง

6. กระบวนการการทำงานของมาตราฐาน

กระบวนการการทำงานของมาตราฐานมี 8 ขั้นตอนสำหรับใช้ในการพัฒนาการประมวลผลซอฟต์แวร์
6.1. พิจารณาสิ่งที่จำเป็นสำหรับองค์กร (Examine)
การพิจารณาคือขั้นตอนที่จะนำไปสู่วงจรการดำเนินการการปรับปรุงโดยมีจุดมุ่ง หมายเพื่อ สร้างและระบุเป้าหมายสำหรับการปรับปรุงโปรแกรม ซึ่งเป้าหมายคือประสิทธิภาพของการดำเนินการหรือไม่ก็ความสามารถในการดำเนิน การที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือรวมกันทั้งสองอย่างซึ่ง การพิจารณามี 4 ขั้นตอนดังนี้
6.1.1) วิเคราะห์สิ่งที่จำเป็นสำหรับองค์กร และมีความกระตือรือร้นในการปรับปรุง
6.1.2) ระบุและกำหนดจุดประสงค์สำหรับการดำเนินการการปรับปรุง
6.1.3) จัดลำดับความสำคัญสำหรับจุดประสงค์ในการดำเนินการการปรับปรุง
6.1.4) สร้างความตระหนักในด้านการบริหารสิ่งที่จำเป็นในการปรับปรุงโปรแกรม
สิ่ง ที่จำเป็นสำหรับองค์กรนั้นอาจได้มาจากงานที่ได้รับมอบหมาย ทัศนวิสัย เป้าหมายด้าน ธุรกิจขององค์กร การประเมินค่าร่วมกัน การแจกจ่ายข้อมูล เป็นต้น สำหรับแรงกระตุ้นในการ ปรับปรุงการดำเนินการอาจมาจากแหล่งข้อมูลภายในหรือภายนอกซึ่งมีขอบเขตมาจาก การใช้ทรัพยากรร่วมกันทางการตลาดผ่านความต้องการในด้านการจัดการและความพึง พอใจ การวิเคราะห์โปรแกรมที่จะพัฒนานั้นอยู่บนพื้นฐานขององค์กรและความจำเป็นทาง ธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจำเป็นสำหรับการประมวลผล

6.2. เริ่มกระบวนดำเนินการการปรับปรุงการ (Initiate)
วงจรที่แท้จริงจะเริ่มจากขั้นนี้ ซึ่งการดำเนินการปรับปรุงโปรแกรมจะถูกวางแผน ซึ่ง จุดประสงค์ของการวางแผนเพื่อแนะนำโปรแกรม และการใช้เครื่องมือสำหรับติดตามความ ก้าวหน้า ซึ่งแผนที่ควรคลอบคลุมสิ่งเหล่านี้
6.2.1) ภูมิหลังและประวัติที่เกี่ยวข้องกัน
6.2.2) สถานะปัจจุบัน ควรมีความชัดเจนในการระบุค่าที่เกี่ยวกับตัวเลข
6.2.3) เป้าหมายการปรับปรุงคือ เป้าหมายที่ได้จากการวิเคราะห์สิ่งที่จำเป็นขององค์กรและ
เป้าหมายทางธุรกิจ
6.2.4) ขอบเขต ระบุขอบเขตการปรับปรุงเบื้องต้นรวมทั้งองค์กรและวิธีการดำเนินการ
6.2.5) การดำเนินการ : บทสรุปของขั้นตอนการดำเนินการการปรับปรุง
6.2.6) ทรัพยากรที่จำเป็น
6.2.7) พิจารณาใจความสำคัญ
6.2.8) การจัดการความเสี่ยง : ระบุความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการปรับปรุง
6.2.9) ข้อมูล/การสื่อสาร : เก็บข้อมูลทั้งหมดที่มีผลต่อการแจ้งให้ทราบถึงความก้าวหน้าในการปรับปรุง 6.3. วางแผนและทำการประเมินค่า (Assess)
ขั้นตอนที่สองของวงจรสำหรับสร้างฐานของการดำเนินการแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ เปรียบเทียบข้อมูลการประเมินค่า และจัดการการดำเนินการประเมินค่าการเปรียบเทียบข้อมูลการประเมินค่า จะระบุข้อมูลนำเข้าที่จำเป็นต่อการทำการดำเนินการประเมินค่าซอฟต์แวร์ซึ่ง อธิบายใน ISO 15504-3 สำหรับหัวข้อที่ควรนำมาพิจารณา คือ ผู้ให้การสนับสนุน ความสามารถของผู้ทำการประเมินค่า จุดมุ่งหมายของการประเมินค่า
ขอบเขตการประมาณค่า และข้อจำกัดในการประเมินค่า
การจัดการการดำเนินการประเมินค่า เป็นการเริ่มนำข้อมูลมาใช้สำหรับการประเมินค่าและการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญ ในการดำเนินการ การบันทึกการประเมินค่าและการเพิ่มขึ้นของข้อมูลเช่น การฝึกฝน ความชำนาญเกี่ยวกับการเลือกวิธีการจัดการและเครื่องมือ วัฒนธรรมและองค์กรที่มีผลกระทบต่อการปรับปรุงโปรแกรม และการฝึกฝนในสิ่งที่จำเป็น
6.4. วิเคราะห์ผลและแผนที่ได้รับ (Analyse)
ในการวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างการประเมินค่านั้น ควรถูกวิเคราะห์และถูกจัดลำดับความสำคัญในแง่ความจำเป็นสำหรับองค์กร จุดมุ่งหมายสำหรับการวิเคราะห์เพื่อกำหนดบริเวณในการปรับปรุง จัดเตรียมเป้าหมายที่เกี่ยวกับคุณภาพเพื่อการดำเนินการ จัดเตรียมเป้าหมายสำหรับการปรับปรุงที่เกี่ยวกับปริมาณและแผนปฏิบัติที่ได้ รับมา ขั้นตอนนี้จะให้รายละเอียดมากกว่าขั้นตอนอื่น ๆ โดยสามารถแบ่งหน้าที่ออกเป็น 4 หน้าที่ ดังนี้
6.4.1) กำหนดและจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะทำการปรับปรุง
- วิเคราะห์ผลการประเมินค่า
- วิเคราะห์ความจำเป็นขององค์กรและเป้าหมายในการปรับปรุง
- วิเคราะห์ประสิทธิภาพของมาตรวัดผล
- วิเคราะห์ความเสี่ยงของความผิดพลาดในการปรับปรุง
- จัดทำรายการบริเวณที่มีการปรับปรุง
6.4.2) ระบุจุดมุ่งหมายและตั้งเป้าหมาย
6.4.3) ทำตามแผนที่ได้รับ
6.4.4) ปรับปรุงแผนโปรแกรมและยอมรับการอนุมัติ
6.5 พัฒนาปรับปรุง (Implement)
ขั้นตอนถัดไปคือเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาซึ่งทำการปรับปรุงหรือเริ่มการ ดำเนินการ ซึ่ง การดำเนินการโครงการนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของขั้นตอนก่อนหน้า โครงการอาจครอบคลุมไป ยังสองขั้นตอนถัดไป (confirm และ sustain) ซึ่งจะต้องแน่ใจได้ว่าความก้าวหน้าของโครงการต้อง ถูกวางแผน จุดประสงค์และเป้าหมายต้องมีความเชื่อถือได้และมีความสมเหตุสมผลกับ องค์กร ผลกระทบการประเมินผลข้อมูลโครงการและประสบการณ์ในการปรับปรุง การวางแผนและการดำเนินการเพื่อทำการปรับปรุงโครงการในอนาคตให้ดีขึ้น ในการปรับปรุงโครงการมีหน้าที่ดังนี้
6.5.1) เลือกเครื่องมือสำหรับใชัจัดการการปฏิบัติงาน
6.5.2) เปรียบเทียบและยอมรับข้อมูลการวางแผนการปฏิบัติงาน
6.5.3) ดำเนินการปรับปรุง
6.6. การรับรอง (Confirm)
จุดประสงค์ของขั้นนี้คือการรับรองผลของโครงการปรับปรุงและการจัดการที่เกี่ยวข้องเพื่อ การอนุมัติและพิจารณาผล ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้
6.6.1) เป้าหมายสำหรับโครงการ
6.6.2) การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในองค์กร
6.6.3) ความเสี่ยงในการใช้การปรับปรุงโปรเซสในอนาคต
6.6.4) ราคาและกำไรในการปรับปรุง
ขั้นตอนนี้เริ่มต้นการประเมินค่าการดำเนินการถัดไปเพื่อเป็นการยืนยันว่า สามารถทำได้ สำเร็จตาม เป้าหมาย ขอบเขตของการประเมินค่าอาจต้องมีการจัดทำใหม่ เพื่อการปรับปรุงขอบเขตหรือมุ่งจุดสนใจไปที่ขอบเขตของการปรับปรุง หรือการยืนยันผลลัพธ์ของหลาย ๆ โครงการ

6.7. การดำรงไว้ซึ่งเกณฑ์ในการปรับปรุง (Sustain)
การดำเนินการที่ถูกทำให้ดีขึ้นต้องรักษาไว้ซึ่งประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาการดำเนินการต้องสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในองค์กรทั้งหมด การตรวจสอบองค์กรเป็นสิ่งจำเป็นต้องกระทำเพื่อปรับปรุงการดำเนินการ การตรวจสอบนี้ต้องทำการระบุหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โปรเซสควรมีการทดสอบและตรวจสอบในบริเวณที่กำหนด การวางแผนในส่วนของการปรับปรุงการดำเนินการหรือการวางแผนโปรแกรมเป็นสิ่งที่ สมควรไม่ว่าองค์กรไหนก็ตาม การวางแผนควรครอบคลุมถึงสิ่งเหล่านี้

6.7.1) ขอบเขต : ดูว่าใครได้รับผลกระทบบ้าง
6.7.2) การสื่อสาร : มีการสื่อสารสำหรับการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการอย่างไร
6.7.3) การศึกษา : การศึกษาและการฝึกฝนในเรื่องใดที่จำเป็นสำหรับการนำไปใช้
6.7.4) การวางแผน : ถ้าแผนงานมีการเปลี่ยนแปลงต้องมีการคำนวนใหม่อย่างไร
6.7.5) การรับรอง : จะแน่ใจในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เช่น การดำเนินการสามารถนำมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์จริงหรือไม่
6.7.6) การกระทำ : จะแน่ใจได้อย่างไรว่าโปรเซสที่ถูกปรับปรุงเป็นไปตามที่คาดหวังไว้
6.8. ติดตามผล (Monitor)
ขั้นสุดท้ายของวงจรคือการตรวจสอบประสิทธิภาพการประมวลผลซอฟต์แวร์ขององค์กร
อย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจร โดยขั้นตอนนี้จะทำการจัดหาสถานะ เริ่มต้น (initiate) เพื่อทำกระบวนการซ้ำต่อไป เป้าหมายของการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่ามี การปรับปรุงโปรแกรมอย่างต่อเนื่อง โดยนำสิ่งที่เป็นไปได้มาใช้สำหรับปรับปรุง การดำเนินการโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้น

การตรวจสอบมี
2 ลักษณะที่จำเป็น คือฅ
6.8.1) ประสิทธิภาพของการประมวลผลซอฟต์แวร์
6.8.2) การดำเนินการปรับปรุงโปรแกรม


รูปภาพที่ 2 : กระบวนการการทำงานของมาตราฐาน ISO/IEC 15504 8 ขั้นตอน

ประสิทธิภาพการประมวลผลซอฟต์แวร์ขององค์กรจะต้องมีการสังเกตขั้นพื้นฐาน อย่างต่อเนื่องเมื่อมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง ซึ่ง ISO 15504-7 จะให้ข้อเสนอแนะที่เหมาะสมและมาตรวัด ที่สอดคล้องกันและมาตรวัดนั้นควรมีการตรวจสอบเป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม นอกจากนี้ควรมีการตรวจสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ของผลิตภัณฑ์และการ ดำเนินการขององค์กรเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความต้องการ ควรจัดให้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการปรับปรุงโปรแกรมนั้น ควรทำการตรวจสอบโดยการจัดการขั้นพื้นฐาน เพื่อให้แน่ใจถึงจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของโปรแกรม

7. องค์กรในประเทศไทยที่ผ่านมาตราฐาน ISO/IEC 15504

บริษัทต้นแบบที่ได้รับการรับรอง
TQS และผ่านการตรวจประเมินมาตรฐาน ISO/IEC 15504 แล้ว 4 บริษัท คือ ล็อกซเลย์, เอ็ม เอฟ อี ซี, โตโยต้า ซูโซ และไทยคอมแมเนจเม้น กรุ๊ป